2009/Jul/22

  “ ผมชอบเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ตัวเหี้ยนี่ไม่เคยเลี้ยง แต่แปลก รู้สึกรักและชอบ  เพราะมันเก่ง ทรหด อดทนอยู่ได้ทุกที่ สรีระคนที่ว่าสวยยังสู้มันไม่ได้ เนื้อตัวมันมีเกล็ด รายละเอียดซับซ้อน สวยงาม รู้สึกเห็นใจเวลาคนทำอะไรไม่ดีก็ไปว่าไปขานชื่อมัน ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย จะดีจะชั่วมันอยู่ที่ตัวเรา”


คำตอบของศิลปินหน้าใหม่ ธนากร บัวปลอด ที่ออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงแทนสัตว์เลื้อยคลานลายดอกจำพวกเดียวกับตะกวด ก็ทำให้เราคลายความสงสัย ลงได้ว่า เพราะเหตุใดภาพวาดของเขามักมีสัตว์นานาชนิดยัวะเยี้ยเต็มไปหมด โดยเฉพาะเจ้าสัตว์เลื้อยคลานสี่ขาลิ้นสองแฉกที่ว่านี้


ย้อนกลับไปช่วงปี 2551 ชื่อของเขาได้ถูกพูดถึงในฐานะศิลปินดาวเด่นยอดเยี่ยม จากโครงการศิลปินดาวเด่นจิตรกรรมบัวหลวง 101 ด้วยผลงาน “ภาพลักษณ์สะท้อนพฤติกรรมมนุษย์” ซึ่งเป็นภาพตัวเหี้ยกัดกับหมาขี้เรื้อน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่วุ่นวาย


และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ยินชื่อเขาอีกครั้ง ในฐานะเจ้าของรางวัล Grand Prize ประเภทวาดเส้น จากการประกวดภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 2 (The 2nd Bangkok Triennial International Print and Drawing Exhibition) กับผลงาน “Image reflects Human being’s Behavior 3” ซึ่งเป็นภาพพฤติกรรมสัตว์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมมนุษย์ โดยเปรียบการดิ้นรนของมนุษย์นั้น เช่นเดียวกับการหากินเพื่อประทังชีวิตของสัตว์ คนที่แข็งแรงย่อมชนะคนที่อ่อนแอกว่า


บัณฑิตหมาดๆ จากภาควิชาศิลปไทย คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าว่า โดยส่วนตัวชอบดรออิ้งจนเป็นนิสัย ทุกๆวันเขาจะเขียนในสิ่งที่อยากเขียน และภาพสัตว์น้อยใหญ่ก็เป็นส่วนหนี่งเสมอ “การ Drawing สำหรับผมช่วยได้หลายอย่าง โดยเฉพาะระบบการคิด ผมชอบเขียนรูปสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ว่างๆ ก็เขียนไปเรื่อย ฟิกเกอร์บ้าง อนาโตมีบ้าง แล้วก็ชอบเลี้ยงสัตว์ด้วย ตั้งแต่ปลากัด หมาขี้เรื้อน ไก่ นก เต่า อีกัวน่า เรื่อยไปจนถึงงู ทำให้เวลาเขียนรูปสามารถเขียนจากความรู้สึกที่เคยได้เล่นได้สัมผัสได้เลย แทบไม่ต้องอาศัยรูปถ่ายเป็นแบบ ซึ่งเป็นความเคยชินที่ค่อยๆ ซึมซับเข้ามา” ธนากร เล่า


โดยมากงานของเขามีสัตว์เข้ามาเกี่ยวพันตลอด จนอาจารย์ปรีชา เถาทอง ทักว่างานสะเปะสะปะไปหมด ทำไมไม่จับจุดหรือทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน “ท่านบอกว่าเห็นทำอย่างนี้มานานแล้ว เดี๋ยวชิ้นหน้าก็เป็นอย่างนี้อีก ไม่ใช่แค่อาจารย์ปรีชาท่านเดียวที่บอกอย่างนี้ อาจารย์ท่านอื่นๆ บอกกล่าวในลักษณะเดียวกัน ผมฟังแล้วก็คิดตาม ก็พยายามหาเทคนิคใหม่ๆ หาเอกลักษณ์เฉพาะตัวเรื่อยมา พอมาทำงานในลักษณะเปรียบเปรยระหว่างคนกับสัตว์ อาจารย์ก็บอกว่า เออดี เขียนแล้วมีความรู้สึก บอกว่าเรามีมุมมองที่เป็น อุจาดทัศน์ คือ เขียนในสิ่งที่น่ารังเกียจให้ออกมาดูดีได้”


ธนากร เล่าต่อว่า “พอมีแนวคิดว่า นำเสนอสิ่งที่น่าเกลียดดีกว่า คนอื่นเขาเขียนสิ่งสวยๆงามๆมามากแล้ว เลยเสนอหัวข้อศิลปนิพนธ์ว่า “ความงามของสิ่งที่รังเกียจ” เพราะคนเราชอบมองตัดสินอะไรแค่ภายนอก ไม่ได้มองให้ถ่องแท้ให้ถึงตัวตนของสิ่งนั้น บางทีในสิ่งที่เรารังเกียจมันก็มีความงามมีหน้าที่ของมัน มันมีความสำคัญในวัฎจักรของชีวิต แล้วสามารถสะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี”


ประจวบเหมาะเป็นช่วงที่การเมืองเริ่มร้อนระอุ  แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ผู้นำเสียงดังและไม่ค่อยฟังเสียงใคร แม้ธนากรจะไม่ใคร่ใยดีต่อข่าวสารบ้านเมืองมากนัก แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง เขาจึงหยิบยกเอาความรู้สึกที่มีขณะนั้นมาถ่ายทอด เป็นผลงานที่แปลกใหม่ ไม่มีอิทธิพลของศิลปินท่านใด ซึ่งชิ้นงานที่ว่านี้ คืองานที่เขาตัดสินใจส่งเข้าประกวด จนได้รางวัล Grand Prize ประเภทวาดเส้น จากการประกวดภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา


อีกเหตุผลที่เขาเลือกนำเสนอแนวสะท้อนสังคม เพราะเห็นการแข่งขันในสังคมนับวันยิ่งทวีความรุนแรง
“สังคมทุกวันนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก หลายๆ คนมองเงินเป็นพระเจ้า ยอมทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อเงิน ทำให้รู้สึกได้ว่าไม่ใช้จิตสำนึกในการใช้ชีวิต แต่ใช้สัญชาติญาณเหมือนสัตว์ในการเอาตัวรอด แต่ผมก็ยังมองว่าพวกเขาไม่ผิดหรอก คนเราถ้าไม่มีทางเลือกก็ต้องทำ ต้องดิ้นรนต่อสู้กันไป บางครั้งถ้าไม่แข่งก็คงอยู่บนโลกนี้ไม่ได้ ผมจึงอยากสะท้อนให้เห็นและให้รู้สึกได้บ้างว่า สังคมเราตอนนี้เป็นกันถึงขั้นนี้แล้ว”


ธนากร ยอมรับว่าบางครั้งก็มีเอาเปรียบคนอื่นบ้าง ไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่เมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ในภาวะนี้ จะพยายามหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากที่จะเป็นทั้งตัวแปรและตัวกระตุ้น งานที่ทำจึงเป็นการบอกเล่าตามความรู้สึกนึกคิด ไม่ได้มุ่งหวังสั่งสอน เพราะเขาก็คนธรรมดาคนหนึ่ง


เขายังบอกอีกด้วยว่า การทำงานศิลปะในทัศนะของเขา คือ ทำอย่างไม่คาดหวังว่าจะได้รางวัลหรือความนิยมชมชอบ ไม่เช่นนั้นจะสร้างงานโดยไม่มีความสุข เพราะที่สุดแล้วของศิลปะไม่ใช่รางวัลหรือความประสบผลสำเร็จ แต่เป็นความสุขในการทำงานมากกว่า “ ครูท่านหนึ่งที่ผมนับถือ เคยพูดไว้ว่ามีกระดาษ A4 แค่เพียงแผ่นเดียว แต่สามารถสร้างงานให้ยิ่งใหญ่ปะทะคนดูได้ ผมเห็นงานลักษณะนี้มาแล้วสามารถทำได้จริง ฉะนั้นถ้ารักที่จะทำงานด้วยใจจริงๆ เงินหรือรางวัลก็ไม่ใช่เป้าหมาย”


“อันที่จริง ผมไม่มีความคิดที่จะส่งงานเข้าประกวด กลัวว่าถ้าเราส่งประกวดแล้วไม่ได้จะเสียกำลังใจจนไม่อยากทำงานต่อ ก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด จนกระทั่งมีโครงการดาวเด่นบัวหลวง ตอนนั้นอยู่ปี 5 เทอมสอง อาจารย์ก็มาบอก พอรู้ว่าเป็นเรียลลิตี้ ก็ไปกันใหญ่ตอบไม่คำเดียวเลย แต่แม่ก็แย้งว่า ปฎิเสธไปทำไมโอกาสมาถึงแล้ว ให้กลับไปบอกอาจารย์ขอเปลี่ยนใจ เราก็เขินๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไปกับเพื่อนอีกคน การสร้างงานในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำผมเกร็งมาก กลัวทำได้ไม่ดี อาจารย์แนะนำให้ไปแต่ตัว ตัดทุกอย่างทิ้ง งานจะได้เป็นธรรมชาติ  ซึ่งพอเริ่มมีคนมาดูงานมากขึ้นก็คลายความกังวลลงไปบ้าง ยิ่งมีศิลปินที่เราชื่นชอบ และอาจารย์ท่านต่างๆมาวิพากษ์วิจารย์ ทำให้รู้สึกมีไฟมีพลังจากที่ไม่ค่อยกล้าพูดกล้าทำ เปลี่ยนไปหมดเลย ทำให้ทำงานอย่างมีสุข ความกังวลที่มีอยู่ก็หมดไป ส่วนการส่งงานประกวดครั้งที่ 2 ก็ไม่คาดหวังว่าจะได้ เห็นเป็นงานระดับนานาชาติ มีส่งมาจากหลายประเทศ หวังแค่ได้ร่วมแสดงผลงานก็เพียงพอแล้ว”


ธนากร ยังตระหนักดีว่าหลักไมล์ของชีวิตยังอีกยาวไกล ขอค่อยเป็นค่อยไปในการสร้างรากฐาน เว้นว่างจากการศึกษาสักปี แล้วค่อยศึกษาต่อในระดับปริญญาโท “ผมหวังให้ช่วงชีวิตข้างหน้า จะยังทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องและมีความสุขที่บ้านเกิดที่จังหวัดสงขลา อยากทำงานให้มีพัฒนาการขึ้น ส่วนเรื่องชื่อเสียงไม่ได้มุ่งหวังอะไร เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำงานให้ดี คนเห็นย่อมเข้าใจและยอมรับมันเอง”


ท้ายสุดเขาแย้มถึง ผลงานชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการสร้างสรรค์ ว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเขาและวาทยากร โดยหยิบยก ความงามของสิ่งที่น่ารังเกียจมาต่อยอด ผลงานที่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร อดใจกันอีกสักนิด ปีหน้าไม่นานเกินรอ

หากพลาดชมผลงานของเขาในนิทรรศการการแสดงภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 2 สามารถติดตามชมกันอีกครั้ง ได้ที่หอศิลป์สนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม ซึ่งจะมีการสัญจรไปจัดแสดง ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 13 ธันวาคมปีนี้


 

เรื่อง  : สุพรรษา ลายเมฆ

คอลัมน์ WORK OF ART  : นิตยสาร Money & Wealth กรกฎาคม 2552

 

edit @ 22 Jul 2009 18:25:11 by guguk

2008/Nov/07

ศิลปะนั้นยืนยาว แต่ชีวิตคนเรานั่นสั้นนัก ช่วงชีวิตของศิลปินคนหนึ่งจะสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะออกมาได้มากมายเพียงใด แต่อายุกาลอันยืนยาวของศิลปวัตถุ และศิลปวิทยาการทั้งหลายนั่น ยืนยงอยู่ได้ด้วยชีวิตอันสั้นของศิลปินที่สร้างสรรค์... (จาก สารคดีชุด สุวรรณภูมิ ปฐพีนั้นมีค่า)

ย้อนไปช่วงเย็นย่ำของวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มคนเล็กๆรวมตัวกันอยู่ ณ ที่ทำการมูลนิธิอมตะ ถนนเพชรบุรี  การรวมตัวกันครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องทางด้านการเมือง หากแต่เป็นการเปิดวงเสวนา เพื่อหาทางออกร่วมกัน ภายใต้หัวข้อ “ฤาศิลป์จะสิ้นชาติ?” ...ศิลปินไทยต้องร่วมกันรักษาชาติ

 

กรณีบริษัทข้ามชาติจากสิงคโปร์กำลังดำเนินการก่อสร้างคอนโดมิเนียมสูง 32 ชั้น ขนาบรั้วบ้านเลขที่ 49/1 กลางซอยสุขุมวิท 63 ซึ่งที่นี่ เป็นทั้งที่พักอาศัยของและที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์และมูลนิธิ ชื่อเดียวกับเจ้าของ คือ จักรพันธ์ โปษยกฤต ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2543 ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200  ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

หลายท่านที่ยังไม่เคยไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของมูลนิธินี้ คงอดสังสัยไม่ได้ว่า ทำไมถึงต้องตื่นตระหนกตกใจกับการที่จะมีตึกสูงๆผุดขึ้นข้างบ้าน เพราะจะว่าไปการเกิดขึ้นของตึกสูงที่ไร้ทิศทางและระเบียบแบบแผนก็ถือเป็นเรื่องชินตาของเมืองหลวงแห่งนี้ไปเสียแล้ว

 

เหตุที่ต้องมีการคัดค้านโครงการก่อสร้างนี้ เนื่องจากระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี จะก่อให้เกิดฝุ่นควันขนาดมหาศาล เศษวัสดุก่อสร้างที่ตกหล่นมากมาย แต่ที่เป็นปัญหารายวันจนศิลปินและลูกศิษย์ลูกหาไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ก็คือเสียงดังอึกทึก ครึกโครมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และหากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จก็หมายความว่า จากนี้ไปจะมีเงามืดขนาดมหึมาบดบังแสงและลมจากธรรมชาติด้านทิศเหนือ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการทำงานศิลป

 

อ.ปัญญา วิจินธนสาร คณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนการคัดค้าน ได้ให้ความเห็นไว้น่าสนใจว่า “ความสำคัญของมูลนิธิและพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ อยู่ที่ความ "มีชีวิต" เพราะเจ้าของซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาตินั้น ยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรได้อยู่ทำงานอย่างสมศักดิ์ศรีในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ อีกทั้งบ้านนี้ยังเป็นที่ ที่ศิลปินชั้นครูแวะเวียนมาถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นไม่ได้ขาด ที่นี้ จึงเปรียบเสมือนศูนย์รวมสรรพวิชาความรู้ มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ หากเห็นว่าศิลปะเป็นเครื่องบ่งบอกเชื้อชาติ เป็นมาตรวัดความเจริญ ความเสื่อมของชาติได้ ที่นี้ก็สมควรได้รับการยกย่องและปกป้องไว้”

 

และหากจะย้อนดูการทำงานของ อ.จักรพันธ์ และมูลนิธิ ที่ได้ดำเนินไปอย่างลุล่วง ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็ล้วนสร้างผลงานที่ประจักษ์แก่สายตาทั้งที่เสร็จและยังกำลังมุ่งมั่นทำอยู่ เช่น การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร กรุงเทพฯ การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเขาสุกริม จ.จันทบุรี ควบคุมและซ่อมแซมตู้วรรณคดี เรื่องอิเหนา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ

 

นอกจากนี้ภายในรั้วบ้าน ยังมีศิลปวัตถุล้ำค่ามากมาย ทั้งที่เจ้าของสะสมไว้ และที่มูลนิธิ ทำค้างอยู่ อาทิ ภาพร่างงานจิตรกรรม หุ่นกระบอก ฉากการแสดง งานออกแบบลวดลายในการสร้างศิราภรณ์ พัสตราภรณ์ และถนิมพิมพาภรณ์ สำหรับการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ศึกพรหมาสตร์ พระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ซึ่งจะเปิดการแสดงกลางปี 2552 ที่โรงละครแห่งชาติ)

 

ส่วนงานใหญ่ ที่หลายคนเฝ้าคอย คือ การแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง “ตะเลงพ่าย” นั้นก็เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมการซ้อม ฟรีทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือน ซึ่งหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่ายนั้น เตรียมตัวและซ้อมเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ.2533 ซึ่งบัดนี้ใกล้สมบูรณ์ พร้อมที่จะเปิดแสดงเต็มที่แล้ว แต่ก็ต้องมาสะดุดเพราะการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการซ้อมหุ่นกระบอก

ถึงตรงนี้ คงพอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้วว่า สิ่งที่อาจารย์จักรพันธุ์ได้ทำนั้น รับใช้ประเทศมากมายเหลือคณา ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่ท่านจะหมดแรง และมองไม่เห็นว่าจะทำงานต่อไปได้อย่างไร และกลัวว่าความพยายามที่จะอนุรักษ์ความงดงามและคุณค่าของมรดกที่มีมาแต่ครั้งบรรพกาล จะสูญสิ้นไป

 

ล่าสุดเจ้าของโครงการก็เริ่มตระหนักดีว่า การก่อสร้างดังกล่าวเป็นการรุกคืบทางมรดกวัฒนธรรม ซึ่งแม้กฏหมายไม่ปกป้องและคุ้มครอง แต่ก็ไม่ควรก้าวล่วง จึงได้มีการระงับการก่อสร้างไว้ชั่วคราว เพื่อหาข้อยุติที่ลงตัวทั้งสองฝ่าย  ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอที่ดูว่าจะเป็นจริงได้มากที่สุดก็คือ ให้ทางมูลนิธิซื้อที่ดิน 500 ตารางวาผืนนี้ต่อจากโครงการ ในราคา 180 ล้านบาท เพราะนอกจากจะหมดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ทางมูลนิธิก็ยังจะมีพื้นที่ในการจัดแสดงผลงาน และขยายพิพิธภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

เมื่อรูปการณ์มาถึงเช่นนี้ อาจารย์จักรพันธุ์จึงเปิดใจว่า “ในวัย 65 ปี เช่นนี้ หากจะให้เขียนรูปเพื่อระดมทุนให้ครบ คงต้องเขียนรูปไปถึงอายุร้อยกว่าเป็นแน่ ผมมีเวลาอีกไม่มากนักจนกว่าจะหาไม่ ก็อยากที่จะทำงานที่รักตลอดไป แต่การที่ต้องทำงานอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถือว่าต้องกล่ำกลืนฝืนทนพอสมควร ที่ผ่านมาก็ได้แต่จุดธูปไหว้พระขอให้ลุล่วงผ่านไปด้วยดี แต่ก็ถือว่าโชคดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่อง ก็มีคนยืนมือเข้ามาช่วยมากมายทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน”

 

บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของอาจารย์จึงได้เห็นพ้องตรงกันว่า จำต้องระดมทุนเพื่อให้ได้ที่ดินผืนนี้มา แต่จะขอเปล่าก็เห็นว่าไม่ควร เพราะอาจารย์ไม่อยากรบกวนใคร จึงได้มีการนำภาพจิตรกรรมต้นแบบผลงานสร้างสรรค์ของอาจารย์ มาจัดพิมพ์คุณภาพดี เพื่อมอบเป็นที่ระลึกสำหรับผู้ที่ร่วมบริจาคช่วยมูลนิธิ   


นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจบูชา องค์พระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธ์อนุตตรสังคามวิชัย ซึ่งเป็นพระประธานขนาดเท่าองค์จริง สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย ตอนสำคัญคือ สมเด็จพระนเรศวรหลั่งน้ำเพื่อประกาศอิสรภาพ โดยได้ช่างฝีมือดี มล.จักรพล รัชนี เป็นผู้ปั้นตามการออกแบบของอาจารย์จักรพันธุ์ ซึ่งหากท่านใดต้องการช่วยก็สามารถสั่งจองได้ที่มูลนิธิ และหากต้องการร่วมลงชื่อเพื่อปกป้องมูลนิธิ เพียงคลิกไปที่ www.chakrabhand.org หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 392 7754

 

 

เรื่อง  : สุพรรษา ลายเมฆ

WORK OF ART  : นิตยสาร Money & Wealth พฤศจิกายน 2551

edit @ 7 Nov 2008 21:53:58 by guguk

2008/Jul/09

ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หากใครได้มีโอกาสผ่านไปแถวลานน้ำพุเซ็นทรัลเวิลด์ คงได้เจอกับคาราวานภาพถ่ายทางอากาศขนาดใหญ่ กว่า 120 รูป ที่ถูกจัดแสดงในลานกว้าง เพื่อเชื้อเชิญทุกสายตาให้เข้าไปสัมผัสและร่วมรับรู้ความเป็นไปของโลกที่กำลังร้อนระอุใบนี้

                           

และหากจะบอกว่าภาพถ่ายเหล่านี้เดินทางไปเกือบทั่วโลกแล้วก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะผู้คนกว่า 120 ล้านคน จาก 110 เมืองใน 40 ประเทศทั่วโลก ได้มีโอกาสเยี่ยมชมและทำความเข้าใจ “สาสน์สำรวจสภาวะโลก” เหล่านี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผลงานทั้งหมดเป็นฝีมือการตระเวนกดชัตเตอร์ของ ญานน์ อารฺตุส-แบรฺทรองด์ ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลในความงามของธรรมชาติและการอนุรักษ์  โดยในปี พ.ศ. 2529 เขาได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพทางอากาศ หลังจากนั้น 9 ปี เขาได้ริเริ่มโครงการ The Earth from Above ขึ้น โดยแสดงภาพถ่ายผ่านหนังสือและนิทรรศการต่างๆ พร้อมคำบรรยายภาพ หวังให้สังคมเข้าใจความเป็นไปของโลก และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ที่ควรจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังและยั่งยืน

ไม่ใช่แค่ออกเดินทางและถ่ายภาพเท่านั้น แต่ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้นี้ยังได้สานต่อภารกิจที่จะทำให้ผู้คนสนใจและตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ฉะนั้นในปีพ.ศ. 2548  จึงได้ก่อตั้ง GoodPlanet.org เพื่อเป็นองค์กรการกุศลอิสระที่สนับสนุนการพัฒนาแบบยั่งยืน ผ่านหลากหลายโครงการ เช่น Action Carbone ที่วัดระดับการแพร่กระจายของก๊าซคอร์บอน หรือ Sustainable Development, what for ?  โครงการโปสเตอร์ทางการศึกษาเพื่อโรงเรียนในฝรั่งเศส เป็นต้น

ผลงานด้านอนุรักษ์ของญานน์นั้น มีมากมาย แต่ที่โดดเด่นก็คือภาพถ่ายทางอากาศ ที่นำมาจัดแสดงสู่สายตาคนไทยในครั้งนี้ ซึ่งความยากง่ายในการบันทึกภาพแต่ละสถานที่นั้น แตกต่างกันไปตามระดับความสูงที่มีตั้งแต่ 30 เมตรไปจนถึง 3,000 เมตร เลยทีดียว และหากจะนับ ชั่วโมงบินที่ใช้ก็สูงถึง 4,000 ชั่วโมง

“สำหรับผม การถ่ายภาพคือหนทางที่จะแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เห็น อีกทั้งยังช่วยให้ผมได้ใช้ชีวิตในแบบอย่างที่ผมปรารถนา” ญานน์บอกถึงเหตุผลที่เขาอาสาออกเดินทางพบปะผู้คนทั่วโลก ซึ่งทำให้เขาได้รับรู้ว่า โลกใบนี้ ที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงยังเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม การแก่งแย่งแข่งขัน และการละเลยของผู้คน รวมถึงการเข้ามาของทุนนิยมที่ได้กัดกินและทำลายความหลากหลายทางธรรมชาติจนเกือบจะสูญสิ้น

แม้ภาพของญานน์จะสวยด้วยสีสันและองค์ประกอบที่ลงตัว แต่หากใครที่ได้ไปชมนิทรรศการย่อมจะเห็นได้ว่าคำบรรยายภาพและการให้รายละเอียดว่า อะไรเกิดขึ้น ที่ไหน อย่างไรและเมื่อไหร่นั้น ช่วยให้การชมภาพนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โดยเชื่อว่า กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ในนิทรรศการครั้งนี้ เป็นภาพที่คุณคาดไม่ถึงและไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่นอน  เพราะถูกค้นพบโดยญานน์และทีมงาน ซึ่งเจ้าตัวบอกเล่าว่า ในบางมุมเมื่อลดเพดานบินต่ำลง จนมองเห็นรายละเอียดด้านล่าง เขาก็เข้าใจว่า มันไม่ใช่แค่ภาพถ่าย แต่เป็นเรื่องเล่าของมนุษยชาติที่เขาผ่านมาพบเจอและหยิบยกไปเล่าต่อ ด้วยเทคนิคและมิติที่แตกต่างจากช่างภาพคนอื่นๆ และยืนยันว่าภาพถ่ายเหล่านี้คือความจริงไม่ใช่งานศิลปะ และตัวเขาเองไม่ใช่ศิลปิน

“ หลายคนมักบอกว่าภาพถ่ายของผม เป็นศิลปะ บ้างก็ว่าเป็นนามธรรม กึ่งนามธรรมบ้าง  จริงๆแล้วผมอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ผมไม่ได้สร้าง แต่ธรรมชาติได้รังสรรค์และกำหนดจุดไว้หมดแล้ว และเป็นเพราะเราใช้ชีวิตขนานไปกับพื้นโลกจึงมีโอกาสได้พบได้เห็นน้อย”

ภาพถ่ายจากนิทรรศการ Earth from Above: An Aerial Portrait of Our Planet. Towards a Sustainable Development  ในครั้งนี้ ถือเป็นผลผลิตของความอุตสาหะของญานน์ เขาเชื่อว่าภาพที่นำมาจัดแสดงซึ่งคัดเลือกมาจากรูปถ่ายนับร้อยนับพันนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทางอารมณ์และจุดประกายแห่งความคิด และจะสามารถทำหน้าที่ตามที่เขาคาดหวังไว้ได้

“ผลงานเหล่านี้ไม่ได้มีจุดจบในตัวเอง แต่เป็นขั้นตอนสำคัญขั้นหนึ่งในโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ และยังมีประเทศที่ต้องไปเยือนอีกมาก โดยพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ระบุไว้ในแต่ละรูปนั้น จะช่วยให้ช่างภาพคนอื่นๆ สามารถค้นหาสถานที่นั้นและสืบทอดภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้ได้ต่อไป”

“สำหรับโครงการอื่นๆที่ผมกำลังทำอยู่และพร้อมจะนำเสนอสู่สายตาคนทั่วโลก คือ การหนังสารคดีทางอากาศ เน้นเรื่องสภาวะเป็นพิษของโลกและทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณปี 2009 และจะเปิดให้ชมฟรีทั่วโลก ผ่านทุกสื่อที่สามารถทำได้รวมถึงการโหลดฟรีด้วย  ลักษณะการถ่ายทำจะบันทึกภาพผ่านน่านฟ้าประเทศต่างๆ แต่คราวนี้เป็นภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม”

ในฐานะช่างภาพผู้สังเกตการณ์ ญานน์ อารฺตุส-แบรฺทรองด์ ปรารถนาที่จะสื่อสารกับพลเมืองของทุกประเทศ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเขาคือเริ่มปฏิบัติตัว และกระตุ้นให้คนอื่นปฏิบัติตัวไปในแนวทางสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยส่วนตัวเขาเชื่อในพลังเล็กๆที่จะเปลี่ยนแปลงโลก และเชื่อว่าทุกคนล้วนมีพลังที่จะทำและมีหน้าที่ต้องรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่น เพื่อโน้มน้าวผู้มีอำนาจตัดสินใจ ให้มีการลงนามหรือริเริ่มทำอะไรสักอย่างเพื่อคลุมครองทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ตามหน้าที่และจิตสำนึกที่พึ่งมี เหมือนที่เขาได้บอกหนทางสู่การตระหนักถึงความจริงเหล่านี้ผ่านภาพถ่ายของเขานั้นเอง

เพื่อตอกย้ำว่า เรื่องราวดีๆ สมควรที่จะได้รับการบอกต่อ เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านไปร่วมสัมผัสสาสน์สำรวจสภาวะโลกเหล่านี้  ณ บริเวณ เซน เอ้าท์ดอร์ อารีน่า และ ลานน้ำพุ เซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์  ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน รวม 99 วัน ไปจนถึง 9 ก.ย. 51 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. (วันจันทร์- พฤหัสบดี) และ 10.00 – 23.00 น. (วันศุกร์-อาทิตย์)

ความพิเศษของนิทรรศการฯ นี้ยังไม่หมด เพราะแม้ว่าเราจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นบิน แต่ก็สามารถขึ้นไปเหยียบโลกเล่น พร้อมเดินสำรวจบน ‘World Map’ แผนที่จำลองขนาดยักษ์ ซึ่งเทียบสัดส่วนจากสถาบันภูมิศาสตร์แห่งฝรั่งเศส  โดยแผนที่ดังกล่าวจะมีการระบุตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ถูกต้องของภาพถ่ายทั้ง 120 ภาพเอาไว้ด้วย

และเชิญเยี่ยมชมเว็บไซต์ภาพถ่ายทางอากาศ และ เว็บไซต์ของมูลนิธิ GoodPlanet.org ได้ที่www.yannarthusbertrand.org  และ www.goodplanet.org … เรารักโลก โลกก็รักเราค่ะ

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ใน นิตยสาร Money & Wealth  กรกฏาคม 2551

edit @ 9 Jul 2008 19:22:25 by guguk