“ ผมชอบเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ตัวเหี้ยนี่ไม่เคยเลี้ยง แต่แปลก รู้สึกรักและชอบ เพราะมันเก่ง ทรหด อดทนอยู่ได้ทุกที่ สรีระคนที่ว่าสวยยังสู้มันไม่ได้ เนื้อตัวมันมีเกล็ด รายละเอียดซับซ้อน สวยงาม รู้สึกเห็นใจเวลาคนทำอะไรไม่ดีก็ไปว่าไปขานชื่อมัน ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย จะดีจะชั่วมันอยู่ที่ตัวเรา”
คำตอบของศิลปินหน้าใหม่ ธนากร บัวปลอด ที่ออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงแทนสัตว์เลื้อยคลานลายดอกจำพวกเดียวกับตะกวด ก็ทำให้เราคลายความสงสัย ลงได้ว่า เพราะเหตุใดภาพวาดของเขามักมีสัตว์นานาชนิดยัวะเยี้ยเต็มไปหมด โดยเฉพาะเจ้าสัตว์เลื้อยคลานสี่ขาลิ้นสองแฉกที่ว่านี้
ย้อนกลับไปช่วงปี 2551 ชื่อของเขาได้ถูกพูดถึงในฐานะศิลปินดาวเด่นยอดเยี่ยม จากโครงการศิลปินดาวเด่นจิตรกรรมบัวหลวง 101 ด้วยผลงาน “ภาพลักษณ์สะท้อนพฤติกรรมมนุษย์” ซึ่งเป็นภาพตัวเหี้ยกัดกับหมาขี้เรื้อน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมที่วุ่นวาย
และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ยินชื่อเขาอีกครั้ง ในฐานะเจ้าของรางวัล Grand Prize ประเภทวาดเส้น จากการประกวดภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 2 (The 2nd Bangkok Triennial International Print and Drawing Exhibition) กับผลงาน “Image reflects Human being’s Behavior 3” ซึ่งเป็นภาพพฤติกรรมสัตว์ที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมมนุษย์ โดยเปรียบการดิ้นรนของมนุษย์นั้น เช่นเดียวกับการหากินเพื่อประทังชีวิตของสัตว์ คนที่แข็งแรงย่อมชนะคนที่อ่อนแอกว่า
บัณฑิตหมาดๆ จากภาควิชาศิลปไทย คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าว่า โดยส่วนตัวชอบดรออิ้งจนเป็นนิสัย ทุกๆวันเขาจะเขียนในสิ่งที่อยากเขียน และภาพสัตว์น้อยใหญ่ก็เป็นส่วนหนี่งเสมอ “การ Drawing สำหรับผมช่วยได้หลายอย่าง โดยเฉพาะระบบการคิด ผมชอบเขียนรูปสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ว่างๆ ก็เขียนไปเรื่อย ฟิกเกอร์บ้าง อนาโตมีบ้าง แล้วก็ชอบเลี้ยงสัตว์ด้วย ตั้งแต่ปลากัด หมาขี้เรื้อน ไก่ นก เต่า อีกัวน่า เรื่อยไปจนถึงงู ทำให้เวลาเขียนรูปสามารถเขียนจากความรู้สึกที่เคยได้เล่นได้สัมผัสได้เลย แทบไม่ต้องอาศัยรูปถ่ายเป็นแบบ ซึ่งเป็นความเคยชินที่ค่อยๆ ซึมซับเข้ามา” ธนากร เล่า
โดยมากงานของเขามีสัตว์เข้ามาเกี่ยวพันตลอด จนอาจารย์ปรีชา เถาทอง ทักว่างานสะเปะสะปะไปหมด ทำไมไม่จับจุดหรือทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน “ท่านบอกว่าเห็นทำอย่างนี้มานานแล้ว เดี๋ยวชิ้นหน้าก็เป็นอย่างนี้อีก ไม่ใช่แค่อาจารย์ปรีชาท่านเดียวที่บอกอย่างนี้ อาจารย์ท่านอื่นๆ บอกกล่าวในลักษณะเดียวกัน ผมฟังแล้วก็คิดตาม ก็พยายามหาเทคนิคใหม่ๆ หาเอกลักษณ์เฉพาะตัวเรื่อยมา พอมาทำงานในลักษณะเปรียบเปรยระหว่างคนกับสัตว์ อาจารย์ก็บอกว่า เออดี เขียนแล้วมีความรู้สึก บอกว่าเรามีมุมมองที่เป็น อุจาดทัศน์ คือ เขียนในสิ่งที่น่ารังเกียจให้ออกมาดูดีได้”
ธนากร เล่าต่อว่า “พอมีแนวคิดว่า นำเสนอสิ่งที่น่าเกลียดดีกว่า คนอื่นเขาเขียนสิ่งสวยๆงามๆมามากแล้ว เลยเสนอหัวข้อศิลปนิพนธ์ว่า “ความงามของสิ่งที่รังเกียจ” เพราะคนเราชอบมองตัดสินอะไรแค่ภายนอก ไม่ได้มองให้ถ่องแท้ให้ถึงตัวตนของสิ่งนั้น บางทีในสิ่งที่เรารังเกียจมันก็มีความงามมีหน้าที่ของมัน มันมีความสำคัญในวัฎจักรของชีวิต แล้วสามารถสะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี”
ประจวบเหมาะเป็นช่วงที่การเมืองเริ่มร้อนระอุ แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ผู้นำเสียงดังและไม่ค่อยฟังเสียงใคร แม้ธนากรจะไม่ใคร่ใยดีต่อข่าวสารบ้านเมืองมากนัก แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง เขาจึงหยิบยกเอาความรู้สึกที่มีขณะนั้นมาถ่ายทอด เป็นผลงานที่แปลกใหม่ ไม่มีอิทธิพลของศิลปินท่านใด ซึ่งชิ้นงานที่ว่านี้ คืองานที่เขาตัดสินใจส่งเข้าประกวด จนได้รางวัล Grand Prize ประเภทวาดเส้น จากการประกวดภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา
อีกเหตุผลที่เขาเลือกนำเสนอแนวสะท้อนสังคม เพราะเห็นการแข่งขันในสังคมนับวันยิ่งทวีความรุนแรง
“สังคมทุกวันนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก หลายๆ คนมองเงินเป็นพระเจ้า ยอมทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อเงิน ทำให้รู้สึกได้ว่าไม่ใช้จิตสำนึกในการใช้ชีวิต แต่ใช้สัญชาติญาณเหมือนสัตว์ในการเอาตัวรอด แต่ผมก็ยังมองว่าพวกเขาไม่ผิดหรอก คนเราถ้าไม่มีทางเลือกก็ต้องทำ ต้องดิ้นรนต่อสู้กันไป บางครั้งถ้าไม่แข่งก็คงอยู่บนโลกนี้ไม่ได้ ผมจึงอยากสะท้อนให้เห็นและให้รู้สึกได้บ้างว่า สังคมเราตอนนี้เป็นกันถึงขั้นนี้แล้ว”
ธนากร ยอมรับว่าบางครั้งก็มีเอาเปรียบคนอื่นบ้าง ไม่ได้ดีเลิศอะไร แต่เมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ในภาวะนี้ จะพยายามหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากที่จะเป็นทั้งตัวแปรและตัวกระตุ้น งานที่ทำจึงเป็นการบอกเล่าตามความรู้สึกนึกคิด ไม่ได้มุ่งหวังสั่งสอน เพราะเขาก็คนธรรมดาคนหนึ่ง
เขายังบอกอีกด้วยว่า การทำงานศิลปะในทัศนะของเขา คือ ทำอย่างไม่คาดหวังว่าจะได้รางวัลหรือความนิยมชมชอบ ไม่เช่นนั้นจะสร้างงานโดยไม่มีความสุข เพราะที่สุดแล้วของศิลปะไม่ใช่รางวัลหรือความประสบผลสำเร็จ แต่เป็นความสุขในการทำงานมากกว่า “ ครูท่านหนึ่งที่ผมนับถือ เคยพูดไว้ว่ามีกระดาษ A4 แค่เพียงแผ่นเดียว แต่สามารถสร้างงานให้ยิ่งใหญ่ปะทะคนดูได้ ผมเห็นงานลักษณะนี้มาแล้วสามารถทำได้จริง ฉะนั้นถ้ารักที่จะทำงานด้วยใจจริงๆ เงินหรือรางวัลก็ไม่ใช่เป้าหมาย”
“อันที่จริง ผมไม่มีความคิดที่จะส่งงานเข้าประกวด กลัวว่าถ้าเราส่งประกวดแล้วไม่ได้จะเสียกำลังใจจนไม่อยากทำงานต่อ ก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด จนกระทั่งมีโครงการดาวเด่นบัวหลวง ตอนนั้นอยู่ปี 5 เทอมสอง อาจารย์ก็มาบอก พอรู้ว่าเป็นเรียลลิตี้ ก็ไปกันใหญ่ตอบไม่คำเดียวเลย แต่แม่ก็แย้งว่า ปฎิเสธไปทำไมโอกาสมาถึงแล้ว ให้กลับไปบอกอาจารย์ขอเปลี่ยนใจ เราก็เขินๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไปกับเพื่อนอีกคน การสร้างงานในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำผมเกร็งมาก กลัวทำได้ไม่ดี อาจารย์แนะนำให้ไปแต่ตัว ตัดทุกอย่างทิ้ง งานจะได้เป็นธรรมชาติ ซึ่งพอเริ่มมีคนมาดูงานมากขึ้นก็คลายความกังวลลงไปบ้าง ยิ่งมีศิลปินที่เราชื่นชอบ และอาจารย์ท่านต่างๆมาวิพากษ์วิจารย์ ทำให้รู้สึกมีไฟมีพลังจากที่ไม่ค่อยกล้าพูดกล้าทำ เปลี่ยนไปหมดเลย ทำให้ทำงานอย่างมีสุข ความกังวลที่มีอยู่ก็หมดไป ส่วนการส่งงานประกวดครั้งที่ 2 ก็ไม่คาดหวังว่าจะได้ เห็นเป็นงานระดับนานาชาติ มีส่งมาจากหลายประเทศ หวังแค่ได้ร่วมแสดงผลงานก็เพียงพอแล้ว”
ธนากร ยังตระหนักดีว่าหลักไมล์ของชีวิตยังอีกยาวไกล ขอค่อยเป็นค่อยไปในการสร้างรากฐาน เว้นว่างจากการศึกษาสักปี แล้วค่อยศึกษาต่อในระดับปริญญาโท “ผมหวังให้ช่วงชีวิตข้างหน้า จะยังทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องและมีความสุขที่บ้านเกิดที่จังหวัดสงขลา อยากทำงานให้มีพัฒนาการขึ้น ส่วนเรื่องชื่อเสียงไม่ได้มุ่งหวังอะไร เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำงานให้ดี คนเห็นย่อมเข้าใจและยอมรับมันเอง”
ท้ายสุดเขาแย้มถึง ผลงานชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการสร้างสรรค์ ว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเขาและวาทยากร โดยหยิบยก ความงามของสิ่งที่น่ารังเกียจมาต่อยอด ผลงานที่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร อดใจกันอีกสักนิด ปีหน้าไม่นานเกินรอ
หากพลาดชมผลงานของเขาในนิทรรศการการแสดงภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 2 สามารถติดตามชมกันอีกครั้ง ได้ที่หอศิลป์สนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม ซึ่งจะมีการสัญจรไปจัดแสดง ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 13 ธันวาคมปีนี้
เรื่อง : สุพรรษา ลายเมฆ
คอลัมน์ WORK OF ART : นิตยสาร Money & Wealth กรกฎาคม 2552
edit @ 22 Jul 2009 18:25:11 by guguk